การสื่อความหมายและการสื่อสาร
“การจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ”
การสื่อสาร (Communication) หมายถึง กระบวนการส่งข่าวสารข้อมูลจากผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสาร
มีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงให้ผู้รับข่าวสารมีปฏิกริยาตอบสนองกลับมา
โดยคาดหวังให้เป็นไปตามที่ผู้ส่งต้องการ
องค์ประกอบของการสื่อสาร ประกอบด้วย
1. ผู้ส่งข่าวสาร (Sender)
2. ข้อมูลข่าวสาร (Message)
3. สื่อในช่องทางการสื่อสาร (Media)
4. ผู้รับข่าวสาร (Receivers)
5. ความเข้าใจและการตอบสนอง
คุณลักษณะของผู้ประสบความสำเร็จในการสื่อสาร
1. มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ
2. มีทักษะในการสื่อสาร
3. เป็นคนช่างสังเกต เรียนรู้ได้เร็ว
และมีความจำดี
4. มีความซื่อตรง
มีความกล้าที่จะกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง
5. มีความคิดสุขุม รอบคอบ
6. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
7. คิดและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี
8.
มีความสามารถแยกแยะและจัดระเบียบข่าวสารต่าง ๆ
9.
มีความสามารถในการเขียนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
10. มีศิลปะและเทคนิคการจูงใจคน
11. รู้ขั้นตอนการทำงาน
12. มีมนุษยสัมพันธ์ดี
เทคนิคสอนภาษาอังกฤษให้นักเรียนสื่อสารได้
เรามีเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษให้นักเรียนสื่อสารได้
มาให้ครูที่สอนภาษาอังกฤษลองศึกษาดูว่า เทคนิคของท่านเป็นหรือคล้ายแบบนี้หรือไม่
ผู้เขียนเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในระดับชั้นประถมศึกษา
ได้ฝึกฝนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (Communicative Approach) ตามหลักสูตรตั้งแต่ปี
2521 มาจนถึงหลักสูตรปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงของหลักสูตรภาษาอังกฤษในปี พ.ศ.2539
ที่ครูต้องสอนภาษาอังกฤษในระดับเตรียมความ
พร้อมตั้งแต่ชั้น
ป.1-ป.2 เพื่อให้นักเรียนสามารถสื่อสารได้ในทักษะฟังและพูด
ทำให้การจัดการเรียนรู้ในขณะนั้นเปลี่ยนไป
ผู้เขียนได้พัฒนาวิธีการเรียนรู้ภาษาตามแนวธรรมชาติบนพื้นฐานความเชื่อว่า
"ภาษาเป็นสิ่งที่คนปกติเรียนรู้ได้ไม่เกี่ยวข้องกับความฉลาด ความโง่
หรือสติปัญญา"
ดังนั้น
การร่วมปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ของผู้เรียนต้องมีภาษาที่ใช้พูดสื่อสาร ตอบรับ
ด้วยท่าทางหรือคำพูดต่างๆ เหมือนกับการเรียนรู้ภาษาแม่ของเด็กเล็กๆ
จากการฟังและพูดของบุคคลรอบข้าง แล้วเริ่มเรียนเสียง กิริยา คำพูด
และทำความเข้าใจจากการย้ำ ซ้ำ ทวน
ผู้เขียนจึงได้ทดลองใช้วิธีการสอนภาษาตามแนวธรรมชาติ
เพื่อจัดการเรียนรู้ในระดับเตรียมความพร้อม (Preparatory Level) ในระดับชั้น
ป.1-ป.2 ดังนี้
1. ห้อมล้อมนักเรียนด้วยภาษา
(Surround
the Students with Language) โดยการอ่านนิทานประกอบภาพที่เข้าใจง่าย
การอ่านเป็นไปในระดับปกติ ค่อนข้างช้า ขณะเดียวกันก็ชี้รูปภาพประกอบไปด้วย
นิทานสำหรับเด็กจะมีคำซ้ำๆ เพื่อให้เด็กได้คิดเดาเหตุการณ์และความหมาย เช่น เรื่อง
"Soldier, Soldier Won‘t you marry me?" จะมีประโยคคำถามนี้และคำตอบ
"No, sweet maid I can’t marry thee." ซ้ำกันตลอดเรื่องจนกระทั้งตอนจบที่
Soldier ตอบว่า "…….. for I have my wife of my
own" เมื่อนักเรียนฟังเรื่องตลอด (โดยไม่มีการแปล)
แล้วสามารถเดาตอนจบได้ว่า "เพราะเขามีภรรยาหรือแต่งงานแล้ว"
การอ่านนิทานสนุกๆ เหล่านี้นักเรียนจะได้ฟังภาษาอังกฤษ และฝึกตอบ Yes/No หรือตอบคำถามเป็นคำๆ ได้ เป็นการฝึกทักษะการฟัง การพูดและคิดในขณะเดียวกัน
2. สอนจากสิ่งที่ใกล้ตัว
(Here
and Now) และเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อนักเรียน เช่นในการสอนประโยคคำพูดเพื่อขอสิ่งของ
ครูนำผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ชมพู่ลูกเล็กๆ
ซึ่งมีครูคนหนึ่งนำมาจากบ้านเพื่อแจกให้นักเรียน
แต่ครูนำไปใช้สอนประโยคให้นักเรียนสื่อสารได้ในขณะเดียวกัน โดยฝึกภาษาพูด May
I have a rose apple, please. นักเรียนจับคู่ฝึกหลังจากฟังครูพูดและพูดเลียนแบบได้แล้ว
เมื่อทั้งคู่ฝึกประโยคถูกต้องก็มาขอชมพู่จากครู เมื่อได้รับต้องกล่าวคำว่า Thank
you และครูสอน You’re welcome ได้ในสถานการณ์นั้นทันที
แล้วเปลี่ยนให้เด็กใช้ภาษาสื่อสารกันเอง นักเรียนก็จะได้เรียนรู้ที่จะฟัง พูด
โต้ตอบอย่างมีความหมาย โดยไม่ต้องแปล เพราะใช้ภาษาสื่อสารได้ในสถานการณ์จริง
จากกิจกรรมที่ทำทำให้เกิดความสุข สนุกสนาน
สามารถเชื่อมโยงโครงสร้างนี้ไปสู่ประสบการณ์เดิมที่รู้จักผลไม้มาก่อนหน้านี้
โดยครูสามารถตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน เช่น ครูชูลูกชมพู่ขึ้น แล้วถาม
ในการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารนี้ครูไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย
เพราะสถานการณ์จะทำให้นักเรียนเข้าใจและแสดงออกด้วยการสื่อสาร
ถ้าครูทำอย่างนี้บ่อยๆ นักเรียนก็จะเกิดทักษะในการใช้ภาษาสื่อสาร
จะใช้ภาษาโดยไม่ต้องคิดเรียบเรียงประโยค โดยเฉพาะประโยค Yes/No นักเรียนจะตอบได้โดยอัตโนมัติ
3. สอดแทรกวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาไปพร้อมกับการสื่อสาร
(Studying
Language is Studying Culture) เพราะการเรียนรู้ภาษาคือการเรียนรู้วัฒนธรรม
ในการสอนการแนะนำและการทักทาย ครูใช้เทปเพลง The Family Song และเตรียมหน้ากากกระดาษเป็นรูปหน้า Father และ Mother
ครูให้อาสาสมัคร 4 คน ชาย 2 คน หญิง 2 คน ออกมาหน้าชั้น
คู่แรกแสดงเป็น Father และ Mother ใช้หน้ากากบังหน้า
อีกคู่หนึ่งเป็น Sister และ Brother ครูพูดกับนักเรียนว่า
"Today, I would like to introduce you my family." "Listen
to the song and watch what I do." ครูเปิดเพลงทำท่าแนะนำพ่อ
แม่ น้องสาว น้องชาย ไปทีละคน
ในการฟังเพลงครั้งที่
2 ครูให้นักเรียนทุกคนพูดทักทายตามประโยคที่ขีดเส้นใต้
ในครั้งต่อไปครูให้อาสาสมัคร "Nice to meet you" เมื่อครูแนะนำและนักเรียนทุกคนทักทายตอบ)
เมื่อใช้คำถามตรวจสอบความเข้าใจในสถานการณ์ (เป็นภาษาไทย) แล้ว
ครูเปลี่ยนอาสาสมัครและเพิ่มจำนวน 1 คน
สมมติว่าครูแนะนำนักเรียนคนนี้ให้รู้จักครอบครัวของครู ให้มีการจับมือ (Shake hands) ขณะพูดทักทายไปทีละคนด้วย ในตอนสุดท้ายเป็นการสื่อสารด้วยนักเรียนทั้งหมด
เพื่อแนะนำครอบครัวของตนเอง เปิดเพลงที่มีเฉพาะดนตรี นักเรียนทุกคนร้องเพลงแทน
และผลัดเปลี่ยนกันแสดงบทบาท ครูนำคำว่า Father Mother Brother Sister มาให้นักเรียนอ่านหรือวาดภาพประกอบเป็นการสรุปบทเรียนตามที่นักเรียนเข้าใจ
ในการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
ผู้เขียนมีแนวคิดง่ายๆ ว่าภาษามีไว้สำหรับพูดกันครูควรให้โอกาสนักเรียนได้พูดกับครู
พูดกับเพื่อน โดยใช้ภาษาอย่างมีความหมายและสนุกสนาน
เพิ่มความสามารถในการใช้ภาษาวันละเล็กละน้อย สร้างสถานการณ์ให้ได้ฝึกจนเกิดทักษะ
เมื่อนักเรียนขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
เขาก็พร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะอ่านและเขียนเหมือนกับนักเรียนที่สื่อสารภาษาไทยได้ก่อนที่จะมาเข้าโรงเรียนนั่นเอง
http://www.myfirstbrain.com/teacher_view.aspx?id=67241

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น